ผู้เขียน หัวข้อ: การให้อาหารสายยางกับผู้ป่วยควรระวังผลเสียต่อผู้ป่วยอย่างไร  (อ่าน 181 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 750
  • รับโพสเว็บ รับจ้างโพส โปรโมทเว็บ รับจ้างโปรโมทเว็บ
    • ดูรายละเอียด
การให้อาหารสายยางกับผู้ป่วยควรระวังผลเสียต่อผู้ป่วยอย่างไร

การให้อาหารทางสายยางแม้จะเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตที่สำคัญ แต่หากขาดการเฝ้าระวังที่ถูกต้องอาจเกิด "ผลเสีย" หรือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อผู้ป่วยได้ครับ

เพื่อให้คุณดูแลได้อย่างมั่นใจ นี่คือผลเสียและข้อควรระวังที่แบ่งตามระบบของร่างกายครับ:


1. ผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ (อันตรายที่สุด)

ปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia): เกิดจากอาหารขย้อนย้อนกลับขึ้นมาแล้วหลุดเข้าหลอดลม

ข้อควรระวัง: ต้อง จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนศีรษะสูง 30-45 องศาขณะให้ และคงท่านี้ไว้อีก 1 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร

สัญญาณอันตราย: ไอ สำลัก หน้าเขียว หรือมีไข้สูงหลังให้อาหาร


2. ผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร

ท้องเสีย (Diarrhea): มักเกิดจากอาหารไม่สะอาด, ให้อาหารเร็วเกินไป หรือสูตรอาหารเข้มข้นเกินกว่าลำไส้จะรับได้

ท้องอืดและอาหารตกค้าง (Gastric Retention): หากอาหารมื้อเก่าไม่ย่อยแล้วให้มื้อใหม่ทับลงไป จะทำให้ท้องอืด แข็ง และเสี่ยงต่อการอาเจียนสำลัก

ข้อควรระวัง: ต้อง ใช้ไซริงค์ดูดเช็กปริมาณอาหารค้างในกระเพาะก่อนทุกมื้อ หากมีค้างเกิน 100-150 มล. ให้เลื่อนมื้ออาหารออกไปก่อน


3. ผลเสียทางกายภาพและผิวหนัง

แผลกดทับจากสายยาง: สายยางที่จมูกอาจกดทับปีกจมูกจนเป็นแผลลึก หรือสายเจาะหน้าท้องอาจมีการอักเสบติดเชื้อรอบรูเจาะ

ข้อควรระวัง: เปลี่ยนตำแหน่งการแปะพลาสเตอร์ทุก 1-2 วัน และทำความสะอาดผิวหนังรอบสายทุกวันด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด

สายอุดตัน (Tube Clogging): เกิดจากคราบอาหารหรือยาที่ล้างไม่สะอาด

ข้อควรระวัง: ต้องล้างสาย (Flush) ด้วยน้ำต้มสุก 30-50 มล. ทั้งก่อนและหลัง ให้อาหารหรือยาทุกครั้ง


4. ผลเสียต่อสภาวะจิตใจและช่องปาก

ช่องปากอักเสบและติดเชื้อ: แม้ผู้ป่วยไม่ได้ทานทางปาก แต่แบคทีเรียในน้ำลายยังคงสะสมอยู่ หากละเลยอาจเกิดเชื้อราในปากหรือเหงือกอักเสบได้

ความรู้สึกหดหู่: การไม่ได้รับรสชาติอาหารอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือสูญเสียความสุขในการใช้ชีวิต

ข้อควรระวัง: แปรงฟันหรือเช็ดทำความสะอาดช่องปากวันละ 2 ครั้ง และพูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วยสม่ำเสมอ


💡 เคล็ดลับ

ผลเสียส่วนใหญ่ป้องกันได้ด้วย "ความใจเย็น" ครับ การให้อาหารโดยปล่อยให้ไหลช้าๆ ตามแรงโน้มถ่วง (Gravity Feed) แทนการใช้ไซริงค์ดันกระแทกอาหารเข้าไป จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งการสำลักและอาการท้องอืดได้อย่างมากครับ