แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 26
1
หมอประจำบ้าน: ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)

ไข้หวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ บางคนอาจเป็นปีละหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่เพิ่งฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก และเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนในปีแรก ๆ จะติดเชื้อจากเพื่อนในห้องป่วยเป็นไข้หวัดได้บ่อยมาก

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการอยู่ใกล้ชิดกัน จึงพบเป็นกันมากตามโรงเรียน โรงงาน และที่ที่มีคนอยู่รวมกลุ่มกันมาก ๆ และพบได้ตลอดทั้งปี มักจะพบมากในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง

ไข้หวัดจัดว่าเป็นโรคที่ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ เนื่องเพราะมักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ด้วยการปฏิบัติตัวและการรักษาตามอาการ

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อหวัด ซึ่งเป็นไวรัส (virus) มีอยู่มากกว่า 200 ชนิดจากกลุ่มไวรัสหลายกลุ่มด้วยกัน กลุ่มไวรัสที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มไวรัสไรโน (rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด นอกนั้นก็มีกลุ่มไวรัสโคโรนา (coronavirus) กลุ่มไวรัสอะดีโน (adenovirus) กลุ่มอาร์เอสวี (respiratory syncytial virus/RSV) กลุ่มไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (parainfluenza virus) กลุ่มเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza virus) กลุ่มไวรัสเอนเทอโร (enterovirus) กลุ่มเชื้อเริม (herpes simplex virus) เป็นต้น แต่ละกลุ่มจะมีสายพันธุ์ย่อยหลายสายพันธุ์ เช่น ไวรัสโคโรนา มีสายพันธุ์เก่า 4 สายพันธุ์ ถึงปี 2563 มีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น 3 สายพันธุ์ รวมทั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19

การเกิดโรคขึ้นในแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อหวัดเพียงชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหวัดชนิดนั้น ในการเจ็บป่วยครั้งใหม่ก็จะเกิดจากเชื้อหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีอายุมากขึ้น ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหวัดชนิดต่าง ๆ มากขึ้น ก็จะป่วยเป็นไข้หวัดห่างขึ้น และมีอาการรุนแรงน้อยลงไป

เชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด เนื่องจากเป็นฝอยละอองที่มีขนาดใหญ่ (มากกว่า 5 ไมครอน) จึงกระจายออกไปได้ไม่ไกล คือภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร จัดว่าเป็นการแพร่กระจายทางละอองเสมหะ (droplet transmission)

นอกจากนี้ เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ เชื้อหวัดอาจติดที่มือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ของเล่น หนังสือ โทรศัพท์ เป็นต้น) หรือสิ่งแวดล้อมที่เปื้อนถูกฝอยละอองของผู้ป่วย เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้ป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคน ๆ นั้น และเมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคน ๆ นั้นจนกลายเป็นไข้หวัดได้

ระยะฟักตัว (ระยะตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไปจนกระทั่งมีอาการเกิดขึ้น) 1-3 วัน

อาการ

มีไข้เป็นพัก ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหนักศีรษะเล็กน้อย คอแห้งหรือเจ็บคอเล็กน้อย คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล ซึ่งมักจะมีน้ำมูกมากใน 2-3 วันแรก

น้ำมูกมีลักษณะใส บางรายหลังมีน้ำมูกใสได้ 2-3 วันน้ำมูกอาจมีลักษณะข้นขาว หรือเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ซึ่งมักพบในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า เนื่องจากเป็นน้ำมูกที่ค้างอยู่ในจมูกเป็นเวลานาน ตอนสาย ๆ ก็มักจะกลับกลายเป็นใส

ต่อมาอาจมีอาการไอแห้ง ๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะสีขาว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บบริเวณลิ้นปี่เวลาไอ ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียนเวลาไอ

ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูก น้ำมูกไหล

ในเด็กมักจับไข้ขึ้นมาทันทีทันใด บางครั้งอาจมีไข้สูงและชัก ในทารกอาจมีอาการอาเจียน หรือท้องเดินร่วมด้วย

ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีไข้ติดต่อกันนานเกิน 4 วัน หรือมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกไหล ติดต่อกันนานเกิน 10 วัน


ภาวะแทรกซ้อน

มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้มีไข้ หรือเป็นหวัดเรื้อรังนานกว่าปกติ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ดังนี้

    หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน มักพบในเด็กเล็กมากกว่าผู้ใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดหูมาก ในทารกจะมีอาการร้องงอแง เอามือดึงใบหูตัวเอง
    ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน มีอาการไข้ ปวดหน่วง ๆ ที่หน้าผาก หัวตา หรือโหนกแก้ม มักมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวมีกลิ่นเหม็น
    ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน มีอาการเจ็บคอมาก กลืนลำบาก ตรวจพบทอนซิลบวมแดง เป็นหนอง
    กล่องเสียงอักเสบ มีอาการเสียงแหบ
    หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน มีอาการไอบ่อย มีเสลดที่ขึ้นมาจากหลอดลม
    หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน มีอาการวิงเวียน เห็นบ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน
    โรคหืดกำเริบ มีอาการหายใจหอบ หายใจมีเสียงดังวี้ด ๆ
    ปอดอักเสบ มีไข้สูง หนาวสั่น เจ็บหน้าอก หายใจหอบ หรือหายใจเร็ว

โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ได้พักผ่อน ตรากตรำงานหนัก ร่างกายอ่อนแอ (เช่น ขาดอาหาร เป็นต้น) ในทารก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งมีสิ่งตรวจพบดังนี้

มักตรวจพบไข้ น้ำมูก เยื่อจมูกบวมและแดง คอแดงเล็กน้อย ในเด็กอาจพบทอนซิลโต แต่ไม่แดงมากและไม่มีหนอง

ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนหรือสงสัยว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น (เช่น ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 ไข้เลือดออก) แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด นำน้ำมูกหรือเสมหะไปตรวจหาเชื้อ เอกซเรย์ เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

นอกจากแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้


1. ให้ยารักษาตามอาการ ดังนี้

(1.1) สำหรับผู้ใหญ่ และเด็กอายุมากกว่า 6 ปี

    ถ้ามีไข้ ให้ยาลดไข้-พาราเซตามอล
    ถ้ามีอาการน้ำมูกไหล ใช้กระดาษทิชชูเช็ดออก ไม่จำเป็นต้องใช้ยา ยกเว้นในรายที่มีน้ำมูกมากหรือจามมากจนทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก รู้สึกเหนื่อย หรือไม่สุขสบายอย่างมาก ให้กินยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน บรรเทาอาการเท่าที่จำเป็น โดยให้กินครั้งละ ½-1 เม็ด ถ้าไม่ทุเลาซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ถ้าทุเลาแล้วให้หยุดยา*
    ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่น น้ำมะนาว หรือน้ำขิงอุ่น ๆ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว** (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) บ่อย ๆ ถ้าไอมากลักษณะไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ ให้ยาระงับการไอ

(1.2) สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี

    ถ้ามีไข้ ให้พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม
    ถ้ามีน้ำมูกมาก ให้ใช้ลูกยางเบอร์ 2 ดูดน้ำมูกออกบ่อย ๆ (ถ้าน้ำมูกข้นเหนียว ควรใช้น้ำเกลือหยอดในจมูกก่อน) หรือใช้กระดาษทิชชูพันเป็นแท่ง สอดเข้าไปเช็ดน้ำมูก (ถ้าน้ำมูกข้นเหนียว ควรชุบน้ำสุก หรือน้ำเกลือพอชุ่มก่อน) แพทย์จะไม่ให้ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก เนื่องเพราะมีผลเสีย (ผลข้างเคียงจากยา) มากกว่าประโยชน์ในการรักษาโรค
    ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมาก ๆ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว** ถ้ามีอาการอาเจียนเวลาไอ ไม่จำเป็นต้องให้ยาแก้อาเจียน แนะนำให้ป้อนนมและอาหารทีละน้อย แต่บ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจะเข้านอน

2. ยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องให้ เพราะนอกจากไม่ได้มีผลต่อการฆ่าเชื้อหวัดซึ่งเป็นไวรัส ยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่างตามมาได้

แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (เช่น อะม็อกซีซิลลิน, โคอะม็อกซิคลาฟ, อีริโทรไมซิน, ร็อกซิโทรไมซิน เป็นต้น) ในรายที่มีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

3. ถ้าไอมีเสมหะเหนียว ให้งดยาแก้แพ้ลดน้ำมูกและยาระงับการไอ และให้ดื่มน้ำมาก ๆ วันละประมาณ 8-12 แก้ว (2-3 ลิตร)

4. ถ้ามีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าปกติ (เด็ก อายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปีหายใจมากกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ปีหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือมีไข้นานเกิน 4 วัน อาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวะรุนแรงอื่น ๆ ได้ อาจต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ เป็นต้น แล้วทำการรักษาตามสาเหตุที่พบ

5. ถ้าสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 แพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อในจมูกหรือคอหอย และให้การดูแลรักษาตามสาเหตุที่พบ

6. ถ้าสงสัยเป็นไข้หวัดนก เช่น มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายภายใน 7 วัน หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกภายใน 14 วัน แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ถ้าเป็นจริงก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล

ผลการรักษา ส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ มักหายได้ภายใน 7-10 วัน ส่วนน้อยที่อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งเมื่อให้ยาปฏิชีวนะรักษาก็หายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ มีน้อยรายที่อาจเป็นปอดอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

*ยาแก้แพ้มีฤทธิ์ในการลดน้ำมูกในผู้ที่เป็นไข้หวัด ใช้เพียงเพื่อบรรเทาอาการให้สุขสบายเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น เนื่องจากยานี้อาจมีผลข้างเคียงได้หลายอย่าง จึงควรใช้บรรเทาอาการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี (นอกจากไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการแล้ว ยังอาจเกิดโทษได้อีกด้วย) ผู้ที่เป็นต้อหิน โรคลมชัก โรคหืด หรือต่อมลูกหมากโต (มีอาการปัสสาวะลำบาก) ก็ไม่ควรใช้ยานี้เพราะอาจมีผลข้างเคียงทำให้โรคเหล่านี้กำเริบได้

**ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำผึ้งแก่ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี เพื่อป้องกันการเกิดโรคโบทูลิซึม


การดูแลตนเอง

1. ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งมั่นใจว่าเป็นไข้หวัดที่ไม่รุนแรง ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    พักผ่อนมาก ๆ ห้ามตรากตรำงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป
    สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝน หรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
    ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยลดไข้ และทดแทนน้ำที่เสียไปเนื่องจากไข้สูง
    ควรกินอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อน ๆ
    ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
    งดสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่
    ถ้ามีไข้สูง กินยาลดไข้-พาราเซตามอล (ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม)
    ถ้ามีน้ำมูกมาก สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้ใช้ลูกยางดูด หรือใช้กระดาษเช็ดออก

สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 6 ปี ใช้กระดาษเช็ดออก ถ้ามีน้ำมูกมากหรือจามมากจนทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก รู้สึกเหนื่อย หรือไม่สุขสบายอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงความจำเป็นและความปลอดภัยในการใช้ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกบรรเทาอาการ

    ถ้าไอเล็กน้อย ให้จิบน้ำอุ่น น้ำมะนาว หรือน้ำขิงอุ่น ๆ บ่อย ๆ ถ้าไอมาก ให้จิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี) หรือยาแก้ไอมะขามป้อม หรืออมยาอมมะแว้ง (ยกเว้นเด็กเล็ก) ถ้าไอมีเสมหะเหนียว ควรดื่มน้ำมาก ๆ
    ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
    -    พบอาการไข้หรือไข้หวัดในทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน
    -    ทารกมีไข้ ร่วมกับร้องกวนงอแงมาก หรือเอามือดึงใบหูตัวเอง หรือมีไข้ขึ้นสูงกว่าวันแรก ๆ 
    -    มีไข้สูงตลอดเวลา หรือมีไข้เป็นพัก ๆ ทุกวันติดต่อกันนานเกิน 4 วัน หรือมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย หรือหลังจากไข้หายแล้วไม่นานกลับมีไข้กำเริบใหม่
    -    ปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ปวดเมื่อยตามตัวมาก นอนซม หรือซึมมาก
    -    ปวดหูมาก เจ็บหน้าอกมาก เจ็บคอมาก กลืนลำบาก หรือกินอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย
    -    มีอาการปวดและกดเจ็บที่หน้าผาก หัวตา หรือโหนกแก้ม 
    -    มีน้ำมูกหรือเสมหะเหลืองหรือเขียว และมีกลิ่นเหม็น
    -    หายใจหอบ หรือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่าปกติ (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปีหายใจมากกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ปีหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) 
    -    มีอาการหอบหืดกำเริบ หรือหายใจมีเสียงดังวี้ด ๆ
    -    มีอาการเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นเวลานานเกิน 10 วัน
    -    มีอาการไอนานเกิน 14 วัน หรือไอมีเสลดข้นเหลืองหรือเขียว
    -    มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด
    -    สงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก โรคโควิด-19 ไข้เลือดออก หรือไข้จากสาเหตุร้ายแรงอื่น ๆ
    -    มีประวัติการแพ้ยา หรือหลังกินยามีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ
    -    มีความวิตกกังวลหรือไม่มั่นใจที่จะดูแลตนเอง

2. ถ้าสงสัยว่ามีอาการรุนแรง หรือไม่มั่นใจที่ดูแลตนเองตั้งแต่แรก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัด ควรดูแลตนเองดังนี้

    กินยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
    -    หายใจหอบ/หายใจมีเสียงดังวี้ด หรือเจ็บหน้าอกมาก
    -    ไอเป็นเลือด หรือน้ำหนักลด
    -    ปวดหูมาก เจ็บหน้าอกมาก เจ็บคอมาก กลืนลำบาก หรือกินอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย
    -    มีอาการปวดและกดเจ็บตรงหน้าผาก หัวตา หรือโหนกแก้ม 
    -    มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว และมีกลิ่นเหม็น
    -    มีอาการไข้นานเกิน 4 วัน มีน้ำมูกนานเกิน 10 วัน ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอนานเกิน 14 วัน
    -    ในกรณีที่แพทย์ให้กินยาปฏิชีวนะ ถ้ากินไป 4 วันยังไม่ทุเลา หรือทำยาหาย
    -    มีอาการที่สงสัยว่าแพ้ยา เช่น ลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น

การป้องกัน

1. หมั่นดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าตรากตรำงานหนักเกินไป ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น

2. ในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นไข้หวัด ควรปฏิบัติดังนี้

    ในช่วงที่มีการระบาด ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด เช่น สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า งานมหรสพ เป็นต้น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือชโลมมือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะผู้ป่วย และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก
    อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือชโลมมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
    อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เครื่องใช้ โทรศัพท์ ของเล่น เป็นต้น) ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือผู้ป่วย
    ผู้ป่วยควรแยกตัวออกห่างจากผู้อื่น อย่านอนปะปนหรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก เวลาเข้าไปในที่ที่มีคนอยู่กันมาก ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัย


ข้อแนะนำ

1. ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาและป้องกันไข้หวัดอย่างได้ผล การรักษาอยู่ที่การพักผ่อนและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ยาที่ใช้ก็เป็นเพียงยาที่รักษาตามอาการเท่านั้น

ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดจากไวรัสส่วนใหญ่มักจะหายได้เองด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกาย และหายตามระยะของโรค โดยทั่วไป อาการตัวร้อนมักจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน และอาการเป็นหวัด น้ำมูกไหลมักเป็นอยู่นาน 7-10 วัน ถ้ามีไข้เกิน 4 วัน หรือเป็นหวัดน้ำมูกไหลเกิน 10 วัน มักแสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรืออาจเกิดจากโรคอื่น ๆ

ผู้ป่วยบางรายถึงแม้จะหายตัวร้อนแล้ว แต่ก็อาจมีน้ำมูกและไอต่อไปได้ บางรายอาจไอโครก ๆ อยู่เรื่อย อาจนานถึง 7-8 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจถูกทำลายชั่วคราว ทำให้ไวต่อสิ่งระคายเคือง (เช่น ฝุ่น ควัน) มักจะเป็นลักษณะไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นสีขาว ถ้าพบว่าผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ไม่ต้องให้ยาอะไรทั้งสิ้น ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ (ควรงดดื่มน้ำเย็น ถ้าดื่มแล้วทำให้ไอมากขึ้น)

2. ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ (ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเข้าใจว่าเป็นยาแก้อักเสบ) แก่ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดทุกราย ยกเว้นในรายที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียที่จำเป็นต้องใช้ยาชนิดนี้เท่านั้น

การใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับไข้หวัดจากไวรัสไม่ได้ช่วยให้โรคหายไว หรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา ที่สำคัญ การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง (เช่น ท้องเดิน จุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย) แพ้ยา และอาจก่อโทษต่อร่างกาย เช่น ทำให้เชื้อโรคดื้อยา ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกาย ทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน (เช่น ลิ้นเป็นโรคเชื้อรา ตกขาวจากเชื้อรา โรคท้องเดินชนิดรุนแรง เป็นต้น)

3. ผู้ที่เป็นไข้หวัด (ซึ่งมีอาการตัวร้อนร่วมด้วย) เรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย อาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจรั่วมาแต่กำเนิด ทาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางอะพลาสติก โรคขาดอาหาร เป็นต้น จึงควรตรวจดูว่ามีสาเหตุเหล่านี้ร่วมด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ยังเกิดจากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากการนอนหลับพักผ่อนไม่พอ มีจิตใจเครียด หรือขาดการออกกำลังกาย หากพบว่าเกิดจากสิ่งเหล่านี้ ก็ควรแก้ไขให้ร่างกายแข็งแรง

4. เด็กเล็กที่เพิ่งฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเข้าโรงเรียนในช่วง 3-4 เดือนแรก อาจเป็นไข้หวัดได้บ่อย เพราะติดเชื้อหวัดหลากชนิดจากเด็กคนอื่น ๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเรื่อย ๆ

เด็กที่เป็นไข้หวัดบ่อย แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างถี่ถ้วน ถ้าไม่พบมีความผิดปกติ และเด็กมีพัฒนาการดี ก็จะอธิบายให้พ่อแม่เด็กเข้าใจ และแนะนำให้มียาลดไข้พาราเซตามอลไว้ประจำบ้านให้เด็กกินเวลาตัวร้อน ส่วนยาอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องให้ ควรดูแลเรื่องอาหารการกิน หมั่นชั่งน้ำหนักตัว พอพ้น 3-4 เดือน อาการก็จะเป็นห่างไปเอง เนื่องจากร่างกายเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหวัดมากชนิดแล้ว

5. ผู้ที่เป็นหวัดโดยไม่มีไข้ โดยมีน้ำมูกใสและจามบ่อย มักเกิดจากการแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือละอองเกสร มากกว่าที่จะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส (ดู "หวัดภูมิแพ้")

6. ผู้ที่มีอาการไข้และมีน้ำมูก แต่ตัวร้อนจัดตลอดเวลา กินยาลดไข้ก็ไม่ค่อยทุเลา มักจะไม่ใช่เป็นไข้หวัดธรรมดา แต่อาจมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น หัด ปอดอักเสบ หรือทอนซิลอักเสบ แพทย์จะตรวจดูอาการของโรคเหล่านี้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ยังมีโรคติดเชื้ออื่น ๆ อีกหลายชนิด ที่ในระยะแรกอาจแสดงอาการคล้ายไข้หวัดได้ เช่น ไข้เลือดออก ไอกรน คอตีบ โปลิโอ ตับอักเสบจากไวรัส ไทฟอยด์ สมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ เป็นต้น จึงควรติดตามดูอาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ถ้าพบว่ามีไข้นานเกิน 4 วัน หรือมีอาการผิดไปจากไข้หวัดธรรมดา ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

7. อย่าซื้อหรือใช้ยาชุดแก้หวัดที่มียาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์ผสมอยู่ด้วย นอกจากจะไม่จำเป็นแล้วยังอาจมีอันตรายได้

8. เมื่อเป็นหวัด ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูก เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลามเข้าหูและโพรงไซนัส ทำให้เกิดการอักเสบแทรกซ้อนได้

9. สำหรับเด็กเล็ก อย่าซื้อยาแก้หวัดแก้ไอสูตรผสมต่าง ๆ กินเอง เพราะอาจมีตัวยาเกินความจำเป็น จนอาจเกิดพิษได้ แม้แต่ยาแก้แพ้ แก้หวัด นอกจากจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจมีผลข้างเคียงต่อเด็กเล็กได้ ในการรักษากันเองเบื้องต้น ควรใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลเพียงชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า

10. ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคนี้ หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ (เช่น ไข้ เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ ท้องเดิน หายใจเหนื่อยหอบ) หรือทำการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ด้วยตนเองให้ผลเป็นบวก ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

2
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”


สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


3
motor show 2025 รถไฟฟ้า 2 รุ่นกระแสแรงมากในตอนนี้ ระหว่าง AION UT กับ DEEPAL SO5 ราคาประหยัด น่าใช้จริงไหม?

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 2 รุ่นที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ คงหนีไม่พ้น AION UT ที่จะมากับตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู และ Deepal SO5 ที่มากับตัวถังแบบเอสยูวี ซึ่งทั้งคู่เป็นรถที่เปิดตัวครั้งแรกที่ไทยภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 หรือ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่กำลังจัดอยู่ในขณะนี้ซึ่ง กูรูช้าง-สินธรุ จำปีศรี จะมาตอบทุกคำถามที่มีคนถามถึงรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นนี้ รวมถึงรุ่นอื่น ๆ ว่าน่าใช้จริงไหม?
 
ขนาดมิติตัวถัง
รุ่นรถ   ประเภท   ขนาด (กว้าง X ยาว X สูง)     ระยะฐานล้อ
AION UT   Hatchback   1,850 x 4,270 x 1,575 มม.    2,750 มม.
Deepal S05   SUV   1,900 x 4,620 x 1,600 มม.     2,880 มม.
 
AION UT เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มี 2 รุ่นย่อย คือ Standard กับ Premium เป็นทางเลือก แต่ Deepal SO5 นั้นจะมากับ 2 ขุมกำลัง ทางเลือกแรกคือ รุ่นไฟฟ้าล้วน (BEV) มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Lite, Plus และ Max กับทางเลือกที่ 2 คือรุ่น REEV รถที่มาการขับเคลื่อนแบบไฮบริด ที่ใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนและมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟ เพื่อเพิ่มระยะการขับขี่ให้มากกว่า
 
รุ่นรถ และ ราคา
ยี่ห้อ                  รุ่นย่อย                   ราคา
AION   UT Standard      49x,xxx บาท (ราคาคาดการณ์)
AION   UT Premium   64x,xxx บาท (ราคาคาดการณ์)
Deepal      SO5 Lite          799,000 บาท
Deepal      SO5 Plus          849,000 บาท
Deepal   SO5 LMax          899,000 บาท
Deepal   SO5 REEV Plus   949,000 บาท
Deepal   SO5 REEV Max   999,000 บาท
 
สเปกรถ 

Aion UT
Standard - แบตเตอรี่ความจุ 50 kWh, มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ให้กำลัง 100 kW แรงบิด 145 นิวตันเมตร​, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 12 วินาที, ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม.
Premium - แบตเตอรี่ความจุ 60 kWh, มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ให้กำลัง 150 kW แรงบิด 210 นิวตันเมตร​, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.3 วินาที, ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม.
โดยทั้ง 2 รุ่นจะมากับแม็กกาซีนแบตเตอรี่ 2.0,ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า 

Deepal SO5
ในส่วนที่ใช้พลังงานไฟฟ้า BEV ทั้ง 3 รุ่นย่อย ไก้แก่ Lite, Plus และ Max จะมากับแบตเตอรี่ความจุ 56.1 kWh มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลัง 238 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร,อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที, ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม., รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์, รองรับการชาร์จแบบกระแสตรงสูงสุด 151.5 กิโลวัตต์ ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบบกระแสตรง(30-80%) 15 นาที และโดยทั้ง 3 รุ่นจะวิ่งได้ระยะทาง 470 กม./การชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง,ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง

สำหรับรุ่น REEV จะมี Plus และ Max นั้นจะมีเครื่องยนต์ Range-Extender Engine 4 สูบ 16 วาล์ว VVT ขนาด 1,497 ซีซี ให้กำลัง 95 แรงม้า แรงบิด 122 นิวตันเมตร กับ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 218 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร ทำให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 175 กม./ชม. รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์, รองรับการชาร์จแบบกระแสตรงสูงสุด 54.5 กิโลวัตต์ ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบบกระแสตรง(30-80%) 20 นาที แบตเตอรี่ความจุ 27.28 kWh

เทคโนโลยีและฟีเจอร์เด่น

AION UT
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Brake Hold
หน้าจอมาตรวัด Full Digital ขนาด 8.8 นิ้ว
หน้าจอกลาง แบบ Touchscreen ขนาด 14.6 นิ้ว
รองรับ Apple CarPlay
ช่องชาร์จ USB Type C
ลำโพง 6 ตำแหน่ง
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADiGO Autonomous Level 2
ฝาท้าย เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า
กล้องรอบคัน 360 องศา
เซนเซอร์กะระยะช่วยจอด ด้านหน้า/ด้านหลัง
ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

Deepal O5
ช่องเก็บของแบบรักษาอุณหภูมิ Cool Box ขนาด 13 ลิตร บริเวณคอนโซลกลาง
หน้าจอกลาง Touchscreen ขนาด 15.4 นิ้ว
ระบบหน้าจอกลาง Sunflowers Rotating Screen
ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า
ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS Autonomous Level2
กล้องรอบคัน 360 องศา
ระบบแสดงภาพใต้พื้นรถ
ระบบเลื่อนรถได้ด้วยกุญแจรีโมท
ถุงลมนิรภัยรอบคัน 6 ตำแหน่ง

สรุปรถคันไหนน่าสนใจกว่าโดย กูรูช้าง
ในช่วงวิกฤติเศรฐกิจแบบนี้ การจะซื้อรถไฟฟ้า 2 รุ่นนี้ น่าซื้อไหม? AION UT รุ่นเริ่มต้นน่าสนใจ เหมาะกับ การใช้งานในเมืองไม่จำเป็นจะต้องมีสมรรถนะที่ดีวิ่งระยะสั้นสั้นต่อวัน ส่วน Deepal S05  เป็นรถที่ขยับซ้ายขึ้นมาใหญ่หน่อยสำหรับครอบครัวที่มีผู้โดยสารเพิ่มเติมขึ้นสมรรถนะของตัวรถขับสนุกมากขึ้นถ้าใครที่พร้อมรุ่นนี้น่าสนใจ พอสรุปว่างบประมาณใครสะดวกในรุ่นไหนทั้งสองรุ่นเป็นรุ่นที่น่าสนใจนะตอนนี้ด้วยราคากับสเปคที่คุ้มราคามาก ๆ

4
ปล่อยรถผู้บริหาร MAZDA CX-5 2.0 SP ปี 2024 โปรโมชั่นพิเศษ ดาวน์ 25% ขึ้นรับดอกเบี้ยพิเศษ

มาสด้า Mazda CX-5 2.0 SP ปี 2024
Mazda CX-5 2.0 SP รถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวียอดนิยมของมาสด้า ที่ได้รับการพัฒนาให้ครบครันสมบูรณ์แบบขึ้นในทุกด้าน เพื่อตอบโจทย์ของครอบครัวยุคใหม่ ดูหรูหรา สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ยิ่งกว่าเดิม ด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย รองรับการเชื่อมต่อเพิ่มเติมมาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ผนวกกับสมรรถนะจากเครื่องยนต์ Skyactiv-G 2.0 ลิตร ให้กำลัง 165 แรงม้า แรงบิด 210 นิวตันเมตร รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 13.9 กิโลเมตร/ลิตร โดยราคาเริ่มต้นประมาณ 1,250,000-1,350,000 บาท

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 19 มี.ค. - 19 มี.ค. 2568
พิเศษสำหรับลูกค้า Checkraka รับส่วนลดเพิ่ม 20,000 บาท
โปรโมชั่นพิเศษ ดาวน์ 25% ขึ้นรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.75% 4 ปี

ราคาพิเศษ 1,169,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                   Mazda
   รุ่น                        มาสด้า Mazda CX-5 2.0 SP ปี 2024
   ประเภทรถ               รถอเนกประสงค์ SUV
   ปีที่เปิดตัว                2024



5
โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)

มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer) เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเพศชาย โดยเกิดจากเซลล์ที่เจริญเติบโตอย่างผิดปกติช้า ๆ บริเวณต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย มีลักษณะคล้ายลูกเกาลัดเล็ก ๆ ทำหน้าที่ผลิตน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงและลำเลียงอสุจิ

สาเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมากในปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแต่ชัด แต่อาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น อายุที่มากขึ้น โรคอ้วน กรรมพันธุ์ รวมถึงการสัมผัสสารเคมีหรือรังสีบางชนิด โดยมะเร็งต่อมลูกหมากจัดเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 4 ของชายไทย และมีแนวโน้มที่อัตราการเกิดมะเร็งชนิดนี้จะสูงขึ้นทุกปี


อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการจนกว่าเนื้องอกจะไปทำให้ต่อมลูกหมากใหญ่โตขึ้น หรือเมื่อมะเร็งเริ่มลุกลามไปเกินกว่าบริเวณต่อมลูกหมาก เซลล์มะเร็งที่เจริญเติบโตขึ้นจนเกิดแรงกดทับต่อท่อปัสสาวะเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมักมีปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะ ดังนี้

    ปัสสาวะออกยาก
    ปัสสาวะขัด แผ่ว
    ปวดปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน
    รู้สึกว่ายังปัสสาวะไม่สุด

มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะที่เป็นมากยังอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนล้า มีอาการบวมที่ร่างกายส่วนล่างลงไป ขาอ่อนล้าหรือขยับไม่ได้ และมักมีอาการท้องผูกร่วมด้วย มีอาการอ่อนแรง อาจเจ็บบริเวณเชิงกราน หรือหลังส่วนล่าง


สาเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมาก

แพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อย่างแน่ชัด รู้เพียงแต่ว่าเกิดจากเซลล์ในต่อมลูกหมากที่ผิดปกติและมีการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอจนเซลล์เติบโตและขยายขึ้นรวดเร็วกว่าปกติ ทำให้ลุกลามทำลายเซลล์ที่ปกติในบริเวณดังกล่าว ในขณะที่เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้จะมีชีวิตต่อไป และก่อให้เกิดเนื้องอกที่สามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบข้าง ทั้งยังอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย

มะเร็งต่อมลูกหมากยังอาจเกิดได้จากปัจจัยอื่น ๆ โดยบุคคลเหล่านี้อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้สูง ไม่ว่าจะเป็น

    ผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ยิ่งขึ้น โดยการวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากส่วนใหญ่นั้นพบในชายอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
    บุคคลในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีพ่อ พี่ชาย หรือน้องชายอายุต่ำกว่า 60 ปีที่เป็นโรคนี้ หรือมีญาติผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม อาจทำให้มีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงขึ้น
    ผู้ป่วยโรคอ้วน มีงานวิจัยบางส่วนพบว่ามะเร็งต่อมลูกหมากอาจเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอ้วน นอกจากนี้โรคอ้วนยังอาจเพิ่มความรุนแรงของมะเร็งและส่งผลให้ยากต่อการรักษา
    ผู้ที่รับสารเคมีหรือรังสีที่อาจก่อมะเร็งบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย เช่น ฝนเหลือง (Agent Orange)

โดยมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดที่พบได้บ่อยคือ มะเร็งชนิดต่อม (Adenocarcinoma) ซึ่งจะพัฒนาจากเซลล์ภายในต่อมลูกหมากเอง แต่มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ชนิดอื่น ๆ อย่างมะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Carcinoma) มะเร็งชนิดเซลล์ทรานซิชัน (Transitional Cell Carcinoma) มะเร็งเน็ท (Neuroendocrine Tumor: NET) และมะเร็งชนิดเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Sarcoma) ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่มักพบได้น้อยมาก


การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก

การวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถทำได้หลากหลายวิธี โดยแพทย์จะพูดคุยกับผู้ป่วยถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกการวินิจฉัยที่เหมาะสมและสบายใจที่สุด

การตรวจเบื้องต้น (Screening Test) จะแนะนำให้ตรวจเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออาจเร็วกว่านั้นในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้สูง โดยอาจทำได้ด้วยการตรวจทางทวารหนัก และการเจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งในต่อมลูกหมาก ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้


การเจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งในต่อมลูกหมาก (Prostate-specific Antigen: PSA)

แพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาร PSA ในกระแสเลือด ซึ่งระดับค่าของสารที่สูงกว่าปกติอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ การอักเสบ การขยายใหญ่ของต่อมลูกหมาก รวมถึงการเกิดมะเร็งได้ด้วย


การตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Exam: DRE)

เนื่องจากต่อมลูกหมากนั้นอยู่ติดกับทวารหนัก แพทย์จึงสามารถสวมถุงมือแล้วสอดนิ้วเข้าไปในทวารหนักของคนไข้เพื่อตรวจดูว่าพื้นผิว รูปร่าง และขนาดของต่อมลูกหมากเกิดความผิดปกติใด ๆ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การตรวจเบื้องต้นทั้งสองชนิดไม่อาจวินิจฉัยได้แน่ชัด และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้ ซึ่งหลังจากการวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจ PSA และ DRE แล้ว หากพบความผิดปกติใด ๆ แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหามะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้


การตรวจอัลตราซาวด์

การอัลตราซาวด์ผ่านทางทวารหนักด้วยการใช้เครื่องมือสำหรับตรวจชิ้นเล็ก ๆ แหย่เข้าไปทางทวารหนัก แล้วใช้คลื่นเสียงช่วยในการถ่ายภาพของต่อมลูกหมาก ซึ่งเครื่องมือนี้ยังนำไปใช้ในการช่วยวินิจฉัยด้วยวิธีตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากได้ด้วย


การตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก (TRUS)

แพทย์จะเก็บชิ้นเนื้อตัวอย่างจากต่อมลูกหมากด้วยการใช้เข็มขนาดบางสอดเข้าไปตามทวารหนัก โดยมีอุปกรณ์อัลตราซาวน์ช่วยนำทางให้สามารถสอดเข็มผ่านผนังช่องทวารหนักแล้วเจาะไปยังต่อมลูกหมากเพื่อนำชิ้นเนื้อที่ได้ส่งวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่

หากวินิจฉัยพบเนื้อร้ายจากชิ้นเนื้อตัวอย่าง แพทย์จะวิเคราะห์ต่อไปว่าเซลล์มะเร็งดังกล่าวน่าจะแพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใด แล้วดูระยะของมะเร็ง เพื่อพิจารณาถึงวิธีการรักษาอย่างเหมาะสมในขั้นต่อไป

ส่วนในกรณีที่เซลล์มะเร็งมีโอกาสแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นของร่างกายได้สูง การตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ อาจนำมาใช้ร่วมด้วย เช่น

    การถ่ายภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือซีทีสแกน (CT scan) เพื่อให้สามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย
    การตรวจสแกนกระดูก (Isotope Bone Scan) สำหรับการวินิจฉัยมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังกระดูก โดยใช้สารทึบรังสีฉีดเข้าสู่เส้นเลือด สารนี้จะไปสะสมอยู่บริเวณกระดูกที่เกิดความผิดปกติและมองเห็นเป็นสีขึ้นมา

ทั้งนี้ มะเร็งต่อมลูกหมากสามารถแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้

    ระยะที่ 1 ระยะแรกเริ่มของโรค เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กและไม่รุนแรงเมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
    ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งอาจยังมีขนาดเล็กอยู่ แต่ค่อนข้างมีความรุนแรง หรือในบางรายเซลล์มะเร็งอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นและเจริญเติบโตไปทั้งสองข้างของต่อมลูกหมาก
    ระยะที่ 3 เป็นระยะมะเร็งลุกลามออกจากบริเวณต่อมลูกหมากไปยังระบบสืบพันธุ์หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ รอบข้าง
    ระยะที่ 4 เซลล์มะเร็งเติบโตจนรุกล้ำเข้าไปยังอวัยวะที่อยู่ใกล้อย่างกระเพาะปัสสาวะ หรือแพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ปอด หรืออวัยวะอื่น ๆ

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความเร็วในการเจริญเติบโตของมะเร็ง การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และผลข้างเคียงของการรักษาด้วยวิธีนั้น ๆ ซึ่งจะรักษาหายขาดหรือทำได้เพียงประคองอาการก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยวิธีรักษาที่แพทย์ใช้กันจะมีดังนี้


การเฝ้าระวังโรค (Active Surveillance)

การตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่ระยะเริ่มแรกอาจไม่จำเป็นต้องรักษาโดยทันที แพทย์อาจเฝ้าระวังด้วยการให้ผู้ป่วยตรวจเลือด (PSA) ตรวจทางทวารหนัก (DRE) และอาจตรวจชิ้นเนื้อเพื่อดูการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง หากพบมะเร็งมีการเจริญเติบโตขึ้นก็อาจใช้การรักษาวิธีอื่นต่อไป

การเฝ้าระวังโรคอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการของมะเร็ง มะเร็งที่คาดว่าจะเติบโตช้าและอยู่ในบริเวณเล็ก ๆ ของต่อมลูกหมาก และยังอาจใช้ประคองอาการผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงชนิดอื่นอยู่ด้วย หรือผู้ป่วยที่มีอายุมากแล้วที่การรักษาทำได้ยาก

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีความเสี่ยงที่มะเร็งจะเติบโตและแพร่กระจายไปในระหว่างการเฝ้าระวัง อาจส่งผลให้โอกาสในการรักษาหายนั้นน้อยลงไป


การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก

การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นตัวเลือกในการรักษามะเร็งที่คาดว่าจะแพร่กระจายออกไปนอกต่อมลูกหมาก โดยวิธีหลักคือ การผ่าเอาต่อมลูกหมากทั้งหมดออกไป (Radical Prostatectomy) รวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ และต่อมน้ำเหลืองบางส่วนออกด้วย

การผ่าตัดอาจเสี่ยงต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ทั้งนี้ผลข้างเคียงอื่น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกระบวนการผ่าตัดที่เลือกใช้ อายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยด้วย


การฉายรังสีบำบัด

การรักษาด้วยการใช้รังสีพลังงานสูงฆ่าเซลล์มะเร็งทำได้ 2 ทางคือ การฉายรังสีจากภายนอกร่างกายด้วยรังสีเอกซเรย์หรือรังสีโปรตอน ทำสัปดาห์ละ 5 วันเป็นเวลา 4–8 สัปดาห์ และการฉายรังสีจากภายในร่างกาย โดยนำเมล็ดรังสีขนาดเท่าเมล็ดข้าวใส่ลงในเนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก ซึ่งเมล็ดเหล่านี้จะเปล่งรังสีออกมาเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจนรังสีหมดไปเอง
และไม่จำเป็นต้องนำออกจากร่างกาย

วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งที่เกิดเฉพาะแห่งและมะเร็งที่เติบโตขึ้นในต่อมลูกหมาก และยังช่วยลดการลุกลามของมะเร็ง รวมถึงบรรเทาอาการต่าง ๆ

ผลข้างเคียงของการทำรังสีบำบัดที่อาจเกิดขึ้นช่วงสั้น ๆ คือ อาการเจ็บหรือระคายเคืองที่ทวารหนัก ท้องเสีย เหนื่อยล้า กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะแล้วเจ็บ และขนที่อวัยวะเพศร่วง ส่วนผลข้างเคียงระยะยาวอาจทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ปัสสาวะขัด หรือมีปัญหาที่เกี่ยวกับการขับถ่ายทางทวารหนัก ได้แก่ ท้องเสีย มีเลือดออกหรือระคายเคืองที่ทวารหนัก

การรักษาด้วยวิธีนี้มีโอกาส 1 ใน 3 ที่ผู้ป่วยจะกลับไปเผชิญกับมะเร็งต่อมลูกหมากอีกครั้ง แพทย์จะเลือกใช้การใช้ยาในการควบคุมมะเร็ง แต่จะไม่ใช้การผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดนั้นมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูงในผู้ป่วยที่เคยได้รับรังสีบำบัดมาก่อน และหากการทำรังสีบำบัดล้มเหลวก็อาจเลือกใช้การรักษาด้วยการอัลตราซาวด์ความถี่สูง (HIFU) และการรักษาด้วยความเย็นจัด (Cryotherapy) ต่อไป


ฮอร์โมนบำบัด

การรักษาเพื่อยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรนของร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะทำให้มะเร็งต่อมลูกหมากเติบโตขึ้น การยับยั้งฮอร์โมนนี้จึงเท่ากับเป็นการลดการพัฒนาของเซลล์มะเร็งหรือทำให้เซลล์ตาย การลดระดับฮอร์โมนนี้ในร่างกายอาจทำโดยใช้ยายับยั้งการผลิตเทสโทสเตอร์โรน ยาต้านการเข้าสู่เซลล์มะเร็งของเทสโทสเตอร์โรน หรือการผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออกก็ได้

การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดมักใช้กับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่มะเร็งพัฒนาขึ้นมากแล้ว โดยช่วยให้เซลล์มะเร็งหดตัวเล็กลงและเติบโตช้าลง รวมถึงผู้ป่วยระยะแรกก็อาจใช้วิธีนี้หดเซลล์มะเร็งให้เล็กลง ก่อนที่จะบำบัดด้วยรังสีต่อไป จะช่วยให้ได้ผลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ฮอร์โมนบำบัดยังอาจใช้หลังจากทำรังสีบำบัด เพื่อลดการเกิดเซลล์มะเร็งอีกครั้ง

ผลข้างเคียงจากการรักษาชนิดนี้ ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หน้าอกบวมและนิ่มลง ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก กระดูกพรุน น้ำหนักขึ้น

 
การทำเคมีบำบัด

การใช้ยาฆ่าเซลล์มะเร็งที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยฉีดเข้าเส้นเลือดดำที่แขนหรือรับประทานยาก็ได้ มักใช้กับมะเร็งต่อมลูกหมากที่แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นของร่างกายและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด การทำเคมีบำบัดไม่อาจช่วยรักษาให้หายได้ แต่จะควบคุมการเกิดมะเร็งและอาการที่เกิดขึ้น

ผลข้างเคียงหลักของการทำเคมีบำบัดคือจะกระทบต่อเซลล์ปกติบริเวณรอบ เช่น เซลล์ภูมิคุ้มกัน และอาจเกิดการติดเชื้อ คลื่นไส้ อาเจียน แผลร้อนในในปาก อ่อนล้า ผมร่วง หรือไม่อยากอาหาร แต่ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจสามารถควบคุมได้บ้างด้วยการใช้ยาอื่น ๆ ป้องกัน


การทำ HIFU (High Intensity Focus Ultrasound)

การใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงช่วยกำจัดก้อนมะเร็งที่อยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมากโดยตรง แต่จะไม่รุกล้ำร่างกายเช่นการผ่าตัดอื่น ๆ โดยแพทย์อาจพิจารณาการทำ HIFU ก่อนการรักษาอื่นหรือเมื่อการฉายแสงไม่ได้ผล

HIFU มีข้อจำกัดที่รักษาได้เพียงมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้น และต้องตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ (MRI Scan) หรืออัลตราซาวด์แล้วพบความผิดปกติของเซลล์มะเร็ง ไม่อาจรักษามะเร็งในระยะแพร่กระจายและตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอหรืออัลตราซาวด์ไม่พบได้

การรักษาด้วย HIFU นั้นก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำมาก แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิวไหม้ได้ สำหรับผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน แต่ที่มักพบได้บ่อยก็เช่น ปัญหาในการปัสสาวะ และหย่อนสมรรถภาพทางเพศ


การรักษาด้วยความเย็นจัด (Cryotherapy)

การรักษาด้วยการใช้ความเย็นจัดช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งด้วยการใช้เข็มเล็ก ๆ สอดเข้าไปในต่อมลูกหมากทางผนังทวารหนัก เข็มเหล่านี้บรรจุแก๊สเย็นจัดที่จะช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบต่อมลูกหมากแข็งตัว จากนั้นทำอีกครั้ง แต่คราวนี้ใช้เข็มบรรจุแก๊สร้อนเพื่อให้เนื้อเยื่ออุ่นลง กระบวนการนี้จะช่วยให้เซลล์มะเร็งและเนื้อเยื่อบริเวณรอบตายลงได้

การรักษาด้วยความเย็นบางครั้งใช้กับมะเร็งที่ไม่แพร่กระจายไปเกินกว่าบริเวณต่อมลูกหมาก โดยอาจเป็นทางเลือกรองเมื่อการใช้รังสีบำบัดไม่ได้ผล ทั้งนี้ยังไม่สามารถยืนยันถึงผลการรักษาระยะยาว ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้คือภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ผลข้างเคียงอย่างปัญหาเกี่ยวกับทวารหนักหรือเป็นแผลทะลุเองก็เกิดขึ้นได้ เพียงแต่พบได้ไม่บ่อย

นอกจากการรักษาข้างต้น ในต่างประเทศยังมีอีกวิธีคือ ชีวบำบัด เป็นการใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยจะนำเอาเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยไปทำพันธุวิศวะกรรมในห้องปฏิบัติการให้สามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง จากนั้นจึงฉีดกลับเข้าสู่ร่างกายผ่านเส้นเลือดดำอีกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการนำวิธีนี้มาใช้ในประเทศไทย


ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งต่อมลูกหมาก

โรคมะเร็งต่อมลูกหมากและการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดังนี้


มะเร็งแพร่กระจาย

มะเร็งอาจเกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะบริเวณใกล้ เช่น กระเพาะปัสสาวะ และอาจแพร่ผ่านทางกระแสเลือดหรือระบบต่อมน้ำเหลืองไปยังกระดูกและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้มีอาการต่อไปนี้ได้

    เจ็บปวดรุนแรง
    กระดูกแตกและร้าว
    เมื่อยที่สะโพก ต้นขา หรือหลัง แขนขาอ่อนแรง
    ระดับแคลเซียมในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง
    เกิดการกดทับไขสันหลัง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่

ทั้งนี้ ภาวะแทรกซ้อนจากการกระจายตัวของมะเร็งที่กระดูกสามารถบรรเทาด้วยยารับประทานกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonate) หรือยาฉีดดีโนซูแมบ (Denosumab)


ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ภาวะนี้เป็นทั้งภาวะแทรกซ้อนจากโรคและผลข้างเคียงจากการรักษา เนื่องจากอยู่ติดกับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ การรักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่จะขึ้นอยู่กับชนิดของอาการที่เป็น ความรุนแรง รวมถึงแนวโน้มในการหาย ทางเลือกในการรักษานั้นได้แก่ การใส่แผ่นซับปัสสาวะ การใช้ยา การสวนปัสสาวะ และการผ่าตัด


หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

การเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากและการรักษา เช่น การผ่าตัด การทำรังสีบำบัด และฮอร์โมนบำบัด อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการตอบสนองของอวัยวะเพศชาย เนื่องจากอยู่ใกล้ต่อมลูกหมากมาก โดยปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เกิดขึ้นนี้อาจรักษาได้ด้วยการใช้ยา การใช้อุปกรณ์สูญญากาศที่ช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัว และการผ่าตัด

6
ทาวน์เฮ้าส์ เวียสเต้ วงแหวน-ลำลูกกา (Vieste Wongwaen - Lamlukka)
เริ่มต้น 2.19 ลบ. 

เวียสเต้ วงแหวน-ลำลูกกา (Vieste Wongwaen - Lamlukka)
Vieste วงแหวน-ลำลูกกา ทาวน์โฮม 2 ชั้นสไตล์ Minimal Japandi ทาวน์โฮมโครงการใหม่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ในอนาคต) ใกล้สถานที่สำคัญต่างๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ           เวียสเต้ วงแหวน-ลำลูกกา (Vieste Wongwaen - Lamlukka)
 เจ้าของโครงการ     โซเคน ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป
 ราคา                   เริ่มต้น 2.19 ลบ.
 ประเภทบ้าน           ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome)
 ลักษณะทำเล         บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ         40 ไร่ 1 งาน 89 ตร.ว.
 จำนวนบ้าน            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 แบบบ้านทั้งหมด      โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน              ตั้งแต่ 17.2 ถึง 37.4 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย            ตั้งแต่ 108 ถึง 148 ตร.ม.
 จำนวนชั้น               2 ชั้น
 หน้ากว้าง             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน      3 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ      2 คัน
 สาธารณูปโภค       สวนสาธารณะ, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส (ห้องออกกำลังกาย), รปภ., CCTV, อื่นๆ (โถงรับรอง), สนามเด็กเล่น (พื้นที่สันทนาการสำหรับเด็ก)

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน           ปทุมธานี, คลองหลวง, ธัญบุรี, ลำลูกกา
 ที่ตั้ง           ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้ทางด่วน (ทางด่วนจตุโชติ, วงแหวนรอบนอก ด่านลำลูกกา)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
1. ตลาดมั่งมีทรัพย์ 1 กม.
2. ไทวัสดุ ลำลูกกา 1.5 กม.
3. โรงเรียนไตรพัฒน์ 1.5 กม.
4. โรงเรียนเปรมฤทัย ลำลูกกา 3 กม.
5. Big C ลำลูกกา-คลอง 5 3.5 กม.
6. รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ในอนาคต) 4 กม.
7. โรงเรียนเตรียมพัฒน์ฯ ลำลูกกา 4 กม.
8. ตลาดมารวย 5 กม.
9. โรงพยาบาลคลองสามวา 5 กม.
10. โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม 8 กม.
11. โรงพยาบาล CGH สายไหม 8 กม.
12. โรงเรียนนวมินฯ เบญจมราชาลัย 8.5 กม.
13. โรงพยาบาลสินแพทย์ 10 กม.
14. Fashion Island และ Promenade 15 กม.

7
จัดฟันบางนา: เช็คด่วน ! ลักษณะน้ำลาย บอกโรคต่าง ๆในช่องปาก

เชื่อว่าหลายๆท่าน ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดี ตรวจเช็คอยู่เป็นประจำ ทั้งฟันและลิ้น เพื่อดูสภาพโดยรวมของช่องปากว่ามีปัญหาหรือไม่ กันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้ท่านทราบได้ว่าสุขภาพช่องปากมีปัญหาหรือไม่ นั่นก็คือ “น้ำลาย” ซึ่งต้องบอกเลยว่า น้ำลาย คือส่วนประกอบสำคัญอีกสิ่งหนึ่งในช่องปากที่คอยบ่งบอกถึงความผิดปกติได้เป็นอย่างดี แต่หลายๆคนไม่สนใจที่จะใส่ใจเสียด้วยซ้ำ

เพราะเหตุนี้นี่เอง วันนี้จะขอพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับสภาพน้ำลายที่สามารถบอกเบื้อต้นได้ว่าคุณนั้นกำลังเสี่ยงกับการเป็นโรคช่องปากอะไรหรือไม่ ซึ่งมีรายละเอียดคร่าวๆดังต่อไปนี้


น้ำลาย คืออะไร ?

น้ำลายมีส่วนประกอบของน้ำถึง 98% อีกอีกส่วนที่เหลือ จะประกอบไปด้วย อิเล็กโทรไลต์ เมือก สารยับยั้งแบคทีเรีย เอนไซม์ชนิดต่างๆ โดยหน้าที่หลักๆของน้ำลายคือการย่อยแป้งที่อยู่ในอาหาร เป็นหนึ่งในกระบวนการย่อยอาหาร คอยชะล้างเศษอาหารในช่องปากลดการเน่าเสียจากแบคทีเรีย แถมยังคอยปกป้อง ฟัน ลิ้น และเนื้อเยื่ออ่อนบางส่วนภายในช่องปากอีกด้วย

เห็นไหมว่าน้ำลายมีหน้าที่สำคัญมากๆในช่องปากไม่แพ้สิ่งต่างๆเลย เพราะเหตุนี้เอง น้ำลายจึงสามารถบอกได้ด้วยว่าคุณกำลังเป็นโรคอะไรหรือไม่ เพราะเหตุนี้เองจึงควนสังเกตให้ดี อย่าละเลยปล่อยให้สัญญาณที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ไม่มีค่าอันใด โดยลักษณะน้ำลายรูปแบบต่างๆที่ควรระวัง หากเป็นควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสอบโดยเร็ว ซึ่งลักษณะต่างๆของน้ำลายมีดังต่อไปนี้


ลักษณะน้ำลายบ่งบอกโรคอะไรได้บ้าง ?

– มีน้ำลายในปากมากเกินไปจนผิดปกติ

ผู้ที่มีน้ำลายในช่องปากมากเกินไปแบบผิดปกติที่ควรจะเป็นเท่าที่รู้สึกได้ พร้อมตามมาด้วยอาการระคายคอ มีเสมหะ รู้สึกมีรสเปรี้ยวกลืนลำบาก หรือมีรสขมของน้ำดี เรอบ่อย แถมด้วยการมีกลิ่นปาก นั่นหมายความว่าคุณกำลังเป็นโรคกรดไหลย้อน

– น้ำลายแห้ง

อาการของน้ำลายแห้งนั้น เกิดจากการที่น้ำลายไม่สามารถไหลผ่านท่อน้ำลายได้อย่างสะดวก อาการแบบนี้มักเกิดขึ้นบ่อยในส่วนของต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร อาจจะมีอาการปวดและบวมใต้คางร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นๆหายๆ มักจะมีอาการในเวลาที่รับประทานอาหาร ซึ่งบ่องบอกว่าคุณกำลังเป็นนิ่วต่อมน้ำลายนั่นเอง

– น้ำลายไหลในขณะนอนหลับ

ต้องบอกเลยว่าหลายๆคนคงเคยประสบเหตุการณ์ที่ตื่นมาแล้วน้ำลายไหลออกมาเปียกหมอนเป็นจำนวนมาก แต่คงคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ แต่จริงๆแล้วอาการดังกล่าวนี้อาจจะส่งผลเชื่อโยงกับหลายๆโรคเช่น โรคทอนซิล โรคเหงือกและฟัน โรคที่ต่อมน้ำลาย รวมถึงไซนัส อีกด้วย

– น้ำลายเหนียว

เชื่อว่าหลายๆคนที่มีอาการน้ำลายเหนียว จะคิดว่าสงสัยเป็นเพราะพูดมาก ไม่ได้กินน้ำ แต่แท้ที่จริงแล้วอาการของน้ำลายเหนียวเกิดจากปริมาณน้ำลายไม่เพียงพอในการหล่อเลี้ยงในช่องปาก ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ฟันผุ เนื่องจากว่าน้ำลายถือว่ามีความสำคัญมากในการเป็นตัวกลางช่วยลดการยึดเกาะและการเจริญเติบโตของแบคทีเรียกับผิวเคลือบฟัน

ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีการตรวจเช็คคร่าวๆ ถึงความผิดปกติที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของน้ำลาย ซึ่งไม่ว่าคุณจะดูแลสุขภาพช่องปากดี หรือตรวจสอบความผิดปกติในช่องปากตลอดเวลา แต่อย่าละเลยการตรวจความผิดปกติของน้ำลาย ในเมื่อได้ทราบแบบนี้แล้ว หากพบว่าน้ำลายในช่องปากมีความผิดปกติตามข้อใด ควรเข้ารับการรักษา ก่อนที่อาการจะเป็นไปมากจนยากจะแก้ไขได้ แต่ถ้าหากเข้าพบแพทย์แล้ว ยังตรวจไม่พบโรคอะไรตามที่คาดหมายไว้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะ คุณจะได้ทราบว่ามีสัญญาณเตือนแต่ยังไม่เกิดโรคเหล่านั้น จะได้เกิดการยับยั้งหาวิธีแก้ไข และระวังตัวเองได้ ก่อนที่โรคร้ายๆเหล่านั้นจะเกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นผลดีอย่างยิ่ง

แต่ทางที่ดีที่สุดคือคุณควรยับยั้งโรคต่างๆไม่ให้เกิดขึ้น ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงที่อยากคอยย้ำว่า ควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เป็นอย่างน้อย เพื่อที่ว่าเผื่อคุณเป็นโรคอะไรจะได้รักษาได้ก่อนที่จะเป็นไปมากกว่าเดิม

8
motor expo 2025: เปิดตัว 2025 BYD Han ซีดานไฟฟ้าเรือธง พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด เริ่ม 8.5 แสนบาท ในจีน

เปิดตัว BYD Han โมเดลปี 2025 ซีดานไฟฟ้าเรือธงจากบีวายดี มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดของค่าย พร้อมราคาเริ่มต้นที่ถูกลงจากรุ่นเดิมที่ 179,800 หยวนหรือราว 8.5 แสนบาทเท่านั้น

 BYD Han เปิดตัวตั้งแต่ปี 2020 และมียอดขายสะสมกว่า 800,000 คันแล้ว โดยมีการอัพเดทออพชั่นอยู่เรื่อย ๆ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด โดยมีให้เลือกทั้งขุมพลัง EV และ PHEV

 รุ่น PHEV เริ่ม 7.88 แสน ส่วนรุ่น EV เริ่ม 8.5 แสน

 ราคาเริ่มต้นของ 2025 Han DM-i ขุมพลัง PHEV จะลดลงประมาณ 2% โดยเริ่มที่ 165,800 หยวนหรือราว 7.88 แสนบาท มาพร้อมขุมพลังไฮบริดใหม่ DM 5.0 โดย BYD ระบุว่าขุมพลังใหม่ให้อัตราสิ้นเปลือง 3.8 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 26 กม./ลิตร ในโหมดไฮบริด

 ส่วนในรุ่นขุมพลัง EV ล้วน จะเริ่มที่ 179,800 หยวนหรือราว 8.5 แสนบาท ซึ่งเท่ากับรุ่นก่อนหน้า มาพร้อมโครงสร้างไฟฟ้า 800V Architecture (ในรุ่นที่ไม่ใช่รุ่นเริ่มต้น) โดยให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดีกว่ารุ่นก่อน

 ราคา 2025 BYD Han EV ในจีน

 BYD Han ขุมพลัง EV โฉมปี 2025 เปิดตัวด้วย 4 รุ่นย่อย มีราคาตั้งแต่ 179,800 – 235,800 หยวน ดังนี้
Han EV Base เริ่ม 179,800 หยวน (8.5 แสนบาท) วิ่งไกล 506 กม./ชาร์จ (CLTC)
Han EV Premium เริ่ม 195,800 หยวน (9.3 แสนบาท) วิ่งไกล 605 กม./ชาร์จ (CLTC)
Han EV Exclusive เริ่ม 209,800 หยวน (9.98 แสนบาท) วิ่งไกล 701 กม./ชาร์จ (CLTC)
Han EV Lidar Smart Driving เริ่ม 235,800 หยวน (1.12 ล้านบาท) วิ่งไกล 701 กม./ชาร์จ (CLTC)
สำหรับรุ่นท็อป “Lidar Smart Driving” จะมาพร้อมขุมพลังมอเตอร์คู่ ขณะที่รุ่นอื่น ๆ จะเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า มอเตอร์เดี่ยว

ระบบความปลอดภัยล่าสุดของค่าย

 2025 BYD Han ยังมาพร้อมเซนเซอร์ LiDAR และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ DiPilot 300 เพื่อรองรับเทคโนโลยีการขับขี่อื่น ๆ ได้ในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ BYD มีการร่วมมือกับ Huawei สำหรับระบบช่วยเหลือขับขี่ Qiankun Intelligent Driving ADS 3.0 สำหรับรถ EV ในอนาคตอีกด้วย

9
วัดอุไรรัตนารามเหมาะใส่ชุดขาว สำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบมีโอกาสในการปฏิบัติธรรม

วัดอุไรรัตนารามเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีการสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่สำหรับชาวมุสลิมในจังหวัดนราธิวาสได้ทำพิธีกรรมทางศาสนา วัดนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีการตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงาม วัดนี้ยังมีห้องโถงใหญ่ที่สามารถรองรับผู้คนได้เป็นจำนวนมากเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดอุไรรัตนาราม

วัดอุไรรัตนารามตั้งอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่อันเงียบสงบ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบ การมีสติ และโอกาสในการปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้ง วัดอันเงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันและมุ่งความสนใจไปที่ความสงบภายใน

เกี่ยวกับวัดอุไรรัตนาราม
จังหวัดนราธิวาสขึ้นชื่อเรื่องป่าไม้เขียวขจี ชายฝั่งทะเลที่สวยงามและมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย วัดอุไรรัตนารามสะท้อนจิตวิญญาณนี้ได้อย่างดีเยี่ยม วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ ได้รับการยกย่องในเรื่องความเงียบสงบและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ประดับประดาด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน และร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ สร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย เหมาะสำหรับการนั่งสมาธิ

ปฏิบัติธรรม ณ วัดอุไรรัตนาราม
วัดแห่งนี้มีโปรแกรมและเซสชั่นต่างๆ มากมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ฝึกสติ สมาธิ และศึกษาหลักธรรม เซสชั่นต่างๆ ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้เยี่ยมชมทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติ ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมสวดมนต์ตอนเช้า เซสชั่นนั่งสมาธิแบบเงียบ และเซสชั่นเดินเจริญสติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมฝึกฝนสติและสติสัมปชัญญะในทุกช่วงเวลา

พระภิกษุผู้มีประสบการณ์จะเป็นผู้นำการปฏิบัติธรรม โดยให้คำแนะนำและสั่งสอนเพื่อให้เข้าถึงธรรมะและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แนวทางการปฏิบัติที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาของพระภิกษุช่วยให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกเชื่อมโยงและได้รับการสนับสนุนตลอดการเดินทาง ทำให้พวกเขาเข้าใจหลักธรรมของพุทธศาสนาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเข้าใจว่าหลักธรรมเหล่านั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความแจ่มใสทางจิตใจและความสมดุลทางอารมณ์ได้อย่างไร

ไฮไลท์สำคัญในการเยือนวัดอุไรรัตนาราม
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม : วัดแห่งนี้รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การทำสมาธิไปพร้อมกับดื่มด่ำกับธรรมชาติ การผสมผสานระหว่างความเขียวขจี ท้องฟ้าแจ่มใส และพื้นที่เงียบสงบช่วยเสริมประสบการณ์โดยรวมของความสงบและการไตร่ตรอง

ความงามทางสถาปัตยกรรม : วัดอุไรรัตนารามเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากภาคใต้ นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นลวดลายอันวิจิตรงดงาม รูปปั้นสีทอง และศาลเจ้าอันเงียบสงบที่เพิ่มความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสถานที่แห่งนี้

การเรียนรู้จากพระสงฆ์ผู้มีความรู้ : พระสงฆ์ของวัดมีความรู้และประสบการณ์ในการนำพาผู้มาเยี่ยมชมผ่านคำสอนทางธรรมะ พวกเขานำเสนอคำสอนที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาโบราณของพุทธศาสนาและเรียนรู้เทคนิคปฏิบัติเพื่อลดความเครียดและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี

โปรแกรมธรรมะสำหรับทุกระดับ : ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมหรือเคยปฏิบัติธรรมมาก่อน วัดมีโปรแกรมต่างๆ มากมายที่เหมาะกับทุกคน ตั้งแต่การปฏิบัติธรรมแบบวันเดียวไปจนถึงการปฏิบัติธรรมระยะยาว วัดมีโปรแกรมต่างๆ ให้เลือกหลากหลายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างยืดหยุ่นตามระดับความยากของแต่ละคน

การเตรียมตัวก่อนเข้าเยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชมวัดอุไรรัตนารามควรแต่งกายสุภาพ โดยสวมเสื้อผ้าที่คลุมไหล่และเข่า แนะนำให้เตรียมเสื่อหรือเบาะรองนั่งสมาธิและน้ำดื่มไปด้วย หากคุณวางแผนที่จะอยู่ปฏิบัติธรรมเป็นเวลานาน วัดอาจมีที่พักแบบเรียบง่ายหรือแนะนำที่พักในบริเวณใกล้เคียง

การไปเยี่ยมชมวัดอุไรรัตนารามในจังหวัดนราธิวาสเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งซึ่งช่วยให้เติบโตทั้งทางจิตวิญญาณและทางจิตใจ ไม่ว่าคุณจะต้องการปรับปรุงการฝึกสติ เชื่อมโยงกับธรรมชาติ หรือเรียนรู้หลักคำสอนของพุทธศาสนา วัดแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมอันอบอุ่นที่หล่อเลี้ยงความสงบและการทบทวนตนเอง

10
ขั้นตอนการเตรียม อาหารปั่นผสม เพื่อให้อาหารสายยาง

การให้อาหารทางสายยาง ให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ หรือผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ต้องทำโดยผู้ที่มีความชำนาญในการให้อาหารทางสายยาง เพราะกรรวห้อาหารทางสายยางนั้น จะต้องมีความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะการให้อาหารทางสายยางอาจจะเกิดปัญหาได้ ในระหว่างการให้อาหาร ซึ่งหากมีปัญหาเช่น ผู้ป่วยเกิดสำลักอาหาร หรือเกิดอาการไอ หรืออาเจียนขณะให้อาหาร ผู้ดูแลจะต้องรีบแก้ไขทันที หรือควรหยุเใฟ้อาหารทันที

รวมไปถึงการนำสายยางเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำให้เกิดแผลภายในร่างกายผู้ป่วยได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะเลือดออกในร่างกาย ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ทั้งนี้อาหารปั่นผสม จะต้องมีความสะอาด โดยนักโภชนาการจะเป็นผู้ออกแบบสูตร เพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกายผู้ป่วย ซึ่งในแต่ละโรคจะรับอาหารได้แตกต่างกันออกไป แต่รับอาหารในปริมาณที่แตกต่างกัน เพื่อให้เพียงต่อต่อความต้องการของร่างกาย

ซึ่งในขั้นตอนการเตรียมอาหารปั่นผสม บางครั้งผู้ดูแลอาจจะต้องมาเตรียมอาหาร เตรียมวัตถุดิบในการปรุงอาหารปั่นผสมเอง ซึ่งขั้นตอนหลัก ๆ ของการเตรียมอาหารปั่นผสมคือ ต้องต้มวัตถุดิบทุกชนิดให้สุกจนเปื่อย เพื่อที่จะได้ทำการปั่นได้ง่ายๆ ยกเว้นไข่ไก่ให้ต้มจนสุกดีแล้วยกออก ต่อมานำอาหารที่ต้มสุกแล้วใส่โถปั่น เติมน้ำต้มสุกหรือนมถั่วเหลืองให้ได้ปริมาณตามที่นักโภชนาการกำหนด หลังจากนั้นปั่นให้ละเอียด 2 – 3 นาทีจนมีความละเอียดมาก และจากนั้นนำมากรองผ่านกระชอน กรอกใส่ถุงภาชนะเก็บอาหาร

โดยภาชนะที่จะนำมาใส่อาหารปั่นผสมจะต้องล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งสนิท และนำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา สามารถเก็บได้ 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เวลาจะนำอาหารจากตู้เย็นมาให้คนไข้ ให้อุ่นด้วยการวางถุงเก็บอาหารลงในชามที่ใส่น้ำอุ่นจนหายเย็น จากนั้นจึงนำให้คนไข้ อาหาร 1 ถุงไม่ควรใช้เวลาให้เกิน 4 ชั่วโมง เพื่อความสดใหม่ของอาการ และคุณค่าทางสารอาหารที่จะได้รับอย่างครบถ้วน รวมไปถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย เมื่อรับประทานอาหารปั่นผสมเข้าไป จึงไม่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรืออาเจียน อันเนื่องมาจากอาหารที่ไม่สะอาด หรือไม่สดใหม่นั่นเอง

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ดูแลต้องระมัดระวังทุกครั้ง ไม่ว่าจะเตรียมอาหารปั่นผสมหรืออาหารทางการแพทย์ชนิดอื่นๆ คือเรื่องของความสะอาด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะอาหารจะถูกลำเลียงไปยังกระเพาะอาหารหรือลำไส้ของผู้สูงอายุโดยตรงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่าอาหารสะอาด ปลอดภัย ปราศจากสารปนเปื้อนใดๆ โดยผู้ดูแลจำเป็นต้องทำความสะอาดบริเวณพื้นที่เตรียมอาหารให้สะอาดทุกครั้งก่อนทำอาหาร ล้างอุปกรณ์ให้สะอาดและลวกอุปกรณ์ด้วยน้ำเดือดทุกครั้งก่อนทำอาหาร ล้างมือให้สะอาด และตัดเล็บให้สั้นทุกครั้งก่อนทำอาหาร

เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากอาจจะมีการเจาะบริเวณหน้าท้อง ซึ่งอาหารจะต้องมีความสะอาด เพราะหากอาหารไม่สะอาด หรือผู้ดูแลไม่รักษาความสะอาด อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อย่างรุนแรงได้ เพราะฉะนั้น ทุกขั้นตอนในการให้อาหารทางสายยาง หรือแม้กระทั่งขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ กผ้ต้องมีความสะอาดเป็นอย่างมาก เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ภายหลังจากการให้อาหาร

11
จัดฟันบางนา: ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างการ จัดฟันแบบใส invisalign !

การจัดฟันนั้น หลังจากที่เข้ารับการรักษาแล้ว ก็อาจจะส่งผลข้างเคียงให้กับช่องปากของคุณ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะจัดฟันแบบไหน ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะร่างกายของเราและช่องปากของเรายังไม่ชินกับการที่มีเครื่องมืออยู่ภายในช่องปากตลอดเวลา การจัดฟันแบบใส invisalign ก็เช่นเดียวกัน ในช่วงที่ใส่อุปกรณ์ไปแรกๆ ช่องปากก็อาจจะยังไม่ปรับตัว หรือยังไม่เข้าที่นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเราได้ทำการใส่เครื่องมือการจัดฟันเข้าไปในช่องปาก โดยเฉพาะการ จัดฟันแบบใส invisalign เมื่อใส่เครื่องมือไปในช่วงแรกๆ ช่องปากยังไม่ปรับตัว ทำให้ผลิตน้ำลายมากกว่าปกติ ซึ่งผู้เข้ารับการรักษาก็ต้องปรับตัวให้ชินเช่นกัน แต่วิธีการแก้ปัญหาผลข้างเคียงนี้ แก้ได้ ด้วยการดื่มน้ำให้มากๆ ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ และหลังจากนั้น เมื่อเครื่องเข้าที่ดีแล้ว ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับเครื่องมือได้แล้ว ก็จะทำให้ช่องปากและฟันของคุณสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม

ซึ่งการจัดฟันทุกรูปแบบ มักจะมีปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยที่บางกรณีอาจจะทำให้พูดไม่ชัดบ้าง หรือเกิดแผลในช่องปากบ้าง ก้ไม่ต้องตกใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่ปกติมาก เพียงแต่หลังจากที่เข้ารับการจัดฟันเรียบร้อยแล้ว ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อให้มีผลการรักษาที่ดี รวมไปถึงการใช้งานของฟันที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กลับมามีรอยยิ้มที่มั่นใจอีกครั้ง

12
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



13
การหาอาชีพเสริม อาหารออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนได้

การสร้างอาชีพเสริมจากการขายอาหารออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการวางแผนและการจัดการอย่างรอบคอบ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับและแนวทางที่จะช่วยให้คุณสร้างอาชีพเสริมจากการขายอาหารออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

1. กำหนดประเภทอาหารและเมนู:

เลือกประเภทอาหารที่ถนัด: เลือกประเภทอาหารที่คุณมีความรู้และทักษะในการทำ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและรสชาติของอาหาร
ศึกษาตลาดและความต้องการ: สำรวจความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ของคุณ เพื่อเลือกเมนูที่ได้รับความนิยมและมีโอกาสในการขายสูง
สร้างเมนูที่หลากหลาย: นำเสนอเมนูที่หลากหลายและน่าสนใจ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน


2. สร้างความแตกต่างและคุณภาพ:

สูตรลับและเอกลักษณ์: คิดค้นสูตรอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
วัตถุดิบคุณภาพ: เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและสดใหม่ เพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่ดีที่สุด
บรรจุภัณฑ์: เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และสวยงาม เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า


3. ใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์:

แอปพลิเคชันเดลิเวอรี่: เข้าร่วมแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ที่ได้รับความนิยม เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น
โซเชียลมีเดีย: สร้างเพจหรือบัญชีบนโซเชียลมีเดีย เพื่อโปรโมทร้านค้าและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
เว็บไซต์ (ถ้ามี): สร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อ


4. การตลาดออนไลน์:

รูปภาพและวิดีโอ: ถ่ายภาพอาหารให้สวยงามน่ารับประทาน และทำวิดีโอแนะนำเมนูหรือขั้นตอนการทำอาหาร
โปรโมชั่นและส่วนลด: จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และมอบส่วนลดสำหรับลูกค้าประจำ
รีวิวและคะแนน: ให้ความสำคัญกับรีวิวและคะแนนจากลูกค้า และตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหาของลูกค้าอย่างรวดเร็ว


5. การจัดการและบริการ:

การจัดการออเดอร์: ตรวจสอบออเดอร์อย่างละเอียดและแม่นยำ และเตรียมอาหารให้รวดเร็วและตรงเวลา
การจัดส่ง: เลือกใช้บริการจัดส่งที่น่าเชื่อถือ และแจ้งสถานะการจัดส่งให้ลูกค้าทราบ
บริการลูกค้า: ใส่ใจในการบริการและตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า


6. เคล็ดลับเพิ่มเติม:

สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า: สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม
พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ: พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน


ตัวอย่างเมนูอาหารออนไลน์ที่น่าสนใจ:

อาหารคลีน/อาหารเพื่อสุขภาพ
ขนมโฮมเมด
อาหารตามสั่ง
อาหารแปรรูป
อาหารว่าง/ของทานเล่น

การสร้างอาชีพเสริมจากการขายอาหารออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความตั้งใจ ความอดทน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

14
รีวิวแท็บเล็ต แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (1TB) Wi-Fi+Cellular
71,900 บาท

แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (1TB) Wi-Fi+Cellular
รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น               แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (1TB) Wi-Fi+Cellular
   ราคากลาง            71,900 บาท
   จำนวนซิม            1 ซิม
   สี                      Silver, Black
   ความถี่-เครือข่าย
2G ()
3G ()
4G ()
5G ()

   ขนาด-น้ำหนัก                     ยาว 177.5 x กว้าง 249.7 x หนา 5.3 มม., น้ำหนัก 446 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน-ROM       1000 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด        -
   แบตเตอรี่                           N/A

ชนิดจอ
   ชนิดจอ                        Ultra XDR Retina OLED
   ขนาด-ความละเอียด         11 นิ้ว, 1,668 x 2,420 px
   รายละเอียดอื่น

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                   กล้องหลัง (12 Mpx), กล้องหน้า (12 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                                   -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)               Apple M4
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)
   หน่วยความจำ (RAM)                  16 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก                      -
   ระบบรับส่งข้อความ                          -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต                3G, WiFi, 4G, 5G

15
ปลล่อยรถราคาพิเศษ Toyota Hilux Revo D-Cab 2.4 Entry Z Edition โปรโมชั่นพิเศษ

โตโยต้า Toyota Revo Double Cab Z-Edition 4x2 2.4 Entry AT ปี 2022
Toyota Hilux Revo Double Cab Z Edition 4x2 2.4 Entry AT สำหรับรถกระบะตัวเตี้ย มีความหลากหลายในการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกิจ งานบรรทุก การค้าขายปลีก-ส่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน โดยที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการมีรถยนต์เป็นคันแรก โตโยต้าได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ด้วย “Z-Edition ตัวเตี้ยหน้าหล่อ” ที่มีดีไซน์ที่โดนใจ เสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม “Racing Mania” ที่เป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของผู้ที่หลงใหลการแต่งรถ ให้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จและครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ได้พัฒนาให้มีรูปลักษณ์ใหม่ที่เท่ห์สะดุดตา ทันสมัย สวยเร้าใจในทุกมุมมอง สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น สามารถตกแต่งเพิ่มได้ตามความต้องการจากร้านรถแต่งชั้นนำ

Toyota Hilux Revo Double Cab Z Edition 4x2 2.4 Entry AT ด้านสมรรถนะมีขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power 2.4 ลิตร ที่ให้การประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงในรถ แบบหน้าจอสัมผัส Touchscreen ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 24 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ส่วนลดจากป้ายแดง 100,000 บาท

ราคาพิเศษ 574,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                 Toyota
   รุ่น                       โตโยต้า Toyota Revo Double Cab Z-Edition 4x2 2.4 Entry AT ปี 2022
   ประเภทรถ              รถกระบะ 4 ประตู
   ปีที่เปิดตัว               2022




หน้า: [1] 2 3 ... 26